ยินดีต้อนรับทุกท่านนะคะ

วันอาทิตย์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

บันทึกอนุทิน ครั้งที่ 3

บันทึกอนุทิน ครั้งที่ 3
วิชา การจัดประสบการณ์การศึกษาแบบเรียนรวมสำหรับเด็กปฐมวัย
อาจารย์ผู้สอน อาจารย์ตฤณ แจ่มถิน
วันที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2558
กลุ่มเรียน 105 ( วันอังคาร ) เวลา 08.30 – 12.20 .



วาดภาพเหมือนจริง และเขียนคำบรรยายจากที่ได้เห็นภาพว่าเห็นอะไรบ้าง


บทบาทครูปฐมวัยในห้องเรียนรวม
 
ครูไม่ควรวินิจฉัย
                    การวินิจฉัย หมายถึงการตัดสินใจโดยดูจากอาการหรือสัญญาณบางอย่าง
                    จากอาการที่แสดงออกมานั้นอาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดได้
 
ครูไม่ควรตั้งชื่อหรือระบุประเภทเด็ก
                    เกิดผลเสียมากกว่าผลดี
                    ชื่อเปรียบเสมือนตราประทับตัวเด็กตลอดไป
                    เด็กจะกลายเป็นเช่นนั้นจริงๆ
 
ครูไม่ควรบอกพ่อแม่ว่าเด็กมีบางอย่างผิดปกติ
                    พ่อแม่ของเด็กพิเศษ มักทราบดีว่าลูกของเขามีปัญหา
                    พ่อแม่ไม่ต้องการให้ครูมาย้ำในสิ่งที่เขารู้อยู่แล้ว
                    ครูควรพูดในสิ่งที่เป็นความคาดหวังในด้านบวก แต่ต้องไม่ให้เกิดความหวังผิดๆ
                    ครูควรรายงานผู้ปกครองว่าเด็กทำอะไรได้บ้าง เท่ากับเป็นการบอกว่าเด็กทำอะไรไม่ได้
                    ครูช่วยให้ผู้ปกครองมีความหวังและเห็นแนวทางที่จะช่วยให้เด็กพัฒนา
 
ครูทำอะไรบ้าง
                    ครูสามารถชี้ให้เห็นถึงพฤติกรรมของเด็กในเรื่องที่เกี่ยวกับพัฒนาการต่างๆ
                    ให้ข้อแนะนำในการหาบุคลากรที่เหมาะสมในการประเมินผลหรือวินิจฉัย
                    สังเกตเด็กอย่างมีระบบ
                    จดบันทึกพฤติกรรมเด็กเป็นช่วงๆ
 
สังเกตอย่างมีระบบ
                    ไม่มีใครสามารถสังเกตอย่างมีระบบได้ดีกว่าครู
                    ครูเห็นเด็กในสถานการณ์ต่างๆ ช่วงเวลายาวนานกว่า
                    ต่างจากแพทย์ นักจิตวิทยา นักคลินิก มักมุ่งความสนใจอยู่ที่ปัญหา
ครูมองเห็นเด็กในภาพรวม ทั้งด้านดีด้านไม่ดี และทำได้หรือทำไม่ได้ ครูเป็นคนเดียวที่สามารถสังเกตเด็กอย่างเป็นระบบได้
 
การตรวจสอบ
                    จะทราบว่าเด็กมีพฤติกรรมอย่างไร
                    เป็นแนวทางสำคัญที่ทำให้ครูและพ่อแม่เข้าใจเด็กดีขึ้น
                    บอกได้ว่าเรื่องใดบ้างที่เด็กต้องการความช่วยเหลือ
 
ข้อควรระวังในการปฏิบัติ
                    ครูต้องไวต่อความรู้สึกและตัดสินใจล่วงหน้าได้
                    ประเมินให้น้ำหนักความสำคัญของเรื่องต่างๆได้
                    พฤติกรรมบางอย่างของเด็กไม่ได้ปรากฏให้เห็นเสมอไป
เลือกลำดับความสำคัญของเด็กที่ควรจะแก้ไขอันไหนต้องรีบทำก่อนหลังหรือมองข้ามบางเรื่องไป จัดเลียงลำดับให้เป็น

การบันทึกการสังเกต
                    การนับอย่างง่ายๆ
                    การบันทึกต่อเนื่อง
                    การบันทึกไม่ต่อเนื่อง

การนับอย่างง่ายๆ
                    นับจำนวนครั้งของการเกิดพฤติกรรม
                    กี่ครั้งในแต่ละวัน กี่ครั้งในแต่ละชั่วโมง
                    ระยะเวลาในการเกิดพฤติกรรม

การบันทึกต่อเนื่อง
                    ให้รายละเอียดได้มาก
                    เขียนทุกอย่างที่เด็กทำในช่วงเวลาหนึ่ง หรือช่วงกิจกรรมหนึ่ง
                    โดยไม่ต้องเข้าไปแนะนำช่วยเหลือ
ครูจะได้ข้อมูลละเอียดมากที่สุด เป็นการบันทึกแบบบรรยาย ครูจะรู้พฤตจิกรรมของเด็กได้ดีที่สุด

การบันทึกไม่ต่อเนื่อง
                    บันทึกลงบัตรเล็กๆ
                    เป็นการบันทึกสั้นๆเกี่ยวกับพฤติกรรมของเด็กแต่ละคนในช่วงเวลาหนึ่ง
อย่าเขียนเยอะ เอาพฤติกรรมที่เด็ดๆเท่านั้น


การเกิดพฤติกรรมบางอย่างมากเกินไป
                    ควรเอาใจใส่ถึงระดับความมากน้อยของความบกพร่อง มากกว่าชนิดองความบกพร่อง
                    พฤติกรรมไม่เหมาะสมที่พบได้ในเด็กทุกคน ไม่ควรจัดเป็นสิ่งผิดปกติ

การตัดสินใจ
                    ครูต้องตัดสินใจด้วยความระมัดระวัง
                    พฤติกรรมของเด็กที่เกิดขึ้น ไปขัดขวางความสามารถในการเรียนรู้ของเด็กหรือไม่
ครูควรไตร่ตรองให้ดีที่สุดก่อนพูด




การนำไปประยุกต์ใช้
               นำไปปฏิบัติและทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด โดยที่ไม่ให้เกิดข้อผิดพลาด
               นำเทคนิคต่างๆไปปรับใช้ และฝึกฝนให้เกิดความชำนาญให้ได้
               นำไปปรับใช้ในการเรียนการสอนในอนาคตได้อย่างมีความสุข



การประเมิน
ตนเอง   ตั้งใจเรียนและจดบันทึกทุกครั้ง แต่งกายเรียบร้อยถูกระเบียบ
เพื่อน     ตั้งใจทำผลงานออกมาเป็นอย่างดี และมีการตอบคำถาม จดบันทึกส่วนที่สำคัญ
อาจารย์   ได้เตรียมแนวการสอนมาเป็นอย่างดี และมีอุปกรณ์ในการทำกิจกรรมมาให้นักศึกษาที่เพียงพอ
               

บันทึกอนุทิน ครั้งที่ 2

บันทึกอนุทิน ครั้งที่ 2


วิชา การจัดประสบการณ์การศึกษาแบบเรียนรวมสำหรับเด็กปฐมวัย

อาจารย์ผู้สอน อาจารย์ตฤณ แจ่มถิน

วันที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2558

กลุ่มเรียน 105 ( วันอังคาร ) เวลา 08.30 – 12.20 น.





รูปแบบการจัดการศึกษา

การศึกษาปกติทั่วไป (Regular Education)
การศึกษาพิเศษ (Special Education)
การศึกษาแบบเรียนร่วม  (Integrated Education หรือ Mainstreaming)
การศึกษาแบบเรียนรวม  (Inclusive Education)

การจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษ

เด็กที่มีความต้องการพิเศษทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาได้ถ้าได้รับโอกาสในการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับความต้องการพิเศษของเขา

ความหมายของการศึกษาแบบเรียนร่วม (Integrated Education หรือ Mainstreaming)

การจัดให้เด็กพิเศษเข้าไปในระบบการศึกษาทั่วไป
มีกิจกรรมที่ให้เด็กพิเศษกับเด็กทั่วไปได้ทำร่วมกัน
ใช้ช่วงเวลาช่วงใดช่วงหนึ่งในแต่ละวัน
       ครูปฐมวัยและครูการศึกษาพิเศษร่วมมือกัน

การเรียนร่วมบางเวลา (Integration)

                   การจัดให้เด็กพิเศษเรียนในโรงเรียนปกติในบางเวลา
                   เด็กพิเศษได้มีโอกาสแสดงออก และมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับเด็กปกติ
                   เป็นเด็กพิเศษที่มีความพิการระดับปานกลางถึงระดับมาก จึงไม่อาจเรียนร่วมเต็มเวลาได้
กิจกรรมที่เด็กพิเศษชอบมากที่สุด ศิลปะหรือเคลื่อนไหว ดนตรี
การเรียนร่วมเต็มเวลา (Mainstreaming)
                   การจัดให้เด็กพิเศษเรียนในโรงเรียนปกติตลอดเวลาที่เด็กอยู่ในโรงเรียน
                   เด็กพิเศษได้รับการจัดกระบวนการเรียนรู้และบริการนอกห้องเรียนเหมือนเด็กปกติ
                   มีเป้าหมายเพื่อให้เด็กเข้าใจซึ่งกันและกัน ตอบสนองความต้องการซึ่งกันและกันและมีปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน
                   เด็กปกติจะยอมรับความหลากหลายของมนุษย์ เข้าใจว่าคนเราเกิดมาไม่จำเป็นต้องเหมือนกันทุกอย่าง ท่ามกลางความแตกต่างกัน มนุษย์เราต้องการความรัก ความสนใจ ความเอาใจใส่เช่นเดียวกันทุกคน
ครูจะไม่แบ่งแยกเด็กปกติกับเด็กพิเศษ เมื่อมีเด็กพิเศษอยู่ในห้องครูจะต้องบอกเด็กปกติก่อนเพื่อที่จะให้เด็กรู้และช่วยกันดูแลเพื่อน
ความหมายของการศึกษาแบบเรียนรวม (Inclusive Education)
                   การศึกษาสำหรับทุกคน
                   รับเด็กเข้ามาเรียนรวมกันตั้งแต่เริ่มเข้ารับการศึกษา
                   จัดให้มีบริการพิเศษตามความต้องการของแต่ละบุคคล

Wilson , 2007
                   การจัดการเรียนการสอนที่ยึดปรัชญาของการอยู่รวมกัน (Inclusion) เป็นหลัก
                   การสอนที่ดี เป็นการสอนที่ครูกับนักเรียนช่วยกันให้ทุกคนเป็นสมาชิกที่ดีของชุมชน
                   กิจกรรมทุกชนิดที่จะนำไปสู่การสอนที่ดี (Good Teaching) ต้องคิดอย่างรอบคอบเพื่อหาหนทางให้นักเรียนทุกคนสามารถเรียนได้
                   เป็นการกำหนดทางเลือกหลายๆ ทาง
เด็กทั่วไปรู้จักยอมรับเด็กพิเศษ และเด็กพิเศษรู้จักปรับตัวเข้าหาเด็กปกติ

สรุปความหมายของการศึกษาแบบเรียนรวม

                   เป็นการจัดการศึกษาที่จัดให้เด็กพิเศษเข้ามาเรียนรวมกับเด็กปกติ โดยรับเข้ามาเรียนรวมกัน ตั้งแต่เริ่มเข้ารับการศึกษาและจัดให้มีบริการพิเศษตามความต้องการของแต่ละบุคคล
                   เด็กพิเศษทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาได้ถ้าได้รับโอกาสในการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับความต้องการพิเศษของเขา
                   เกิดจากปรัชญาการศึกษาที่กล่าวไว้ว่า การศึกษาสำหรับทุกคน(Education for All)
                   การเรียนรวม เป็นแนวคิดทางการศึกษาอย่างหนึ่งที่โรงเรียนจะต้องจัดการศึกษาให้กับเด็กทุกคนโดยไม่มีการแบ่งแยกว่าเด็กคนใดเป็นเด็กปกติ หรือเด็กคนใดเป็นเด็กที่มีความต้องการพิเศษ
                   เด็กเลือกโรงเรียนไม่ใช่โรงเรียนเลือกเด็ก
                   เด็กทุกคนที่ผู้ปกครองพาเข้ามาโรงเรียนทางโรงเรียนจะต้องรับเด็กไว้ และจะต้องจัดการศึกษาให้อย่างเหมาะสม และดำเนินการเรียนในลักษณะ รวมกัน ที่ทุกคนต่างเป็นส่วนหนึ่ง ของสังคม ทุกคนยอมรับซึ่งกันและกัน
                   ทุกคนยอมรับว่ามี ผู้พิการ อยู่ในสังคมและเขาเหล่านั้นต่างก็เป็นส่วนหนึ่งของสังคมที่จะต้องใช้ชีวิตร่วมกันกับคนปกติ โดยไม่มีการแบ่งแยก
ครูห้ามยกจุดด้อยของเด็กมาพูดเด็ดขาด


ความสำคัญของการศึกษาแบบเรียนรวมสำหรับเด็กปฐมวัยการนำความรู้ไปประยุกต์ใช้

ปฐมวัยเป็นช่วงเวลาสำคัญที่สุดของการเรียนรู้
สอนได้
เป็นการจัดการศึกษาสำหรับเด็กพิเศษที่มีขีดจำกัดน้อยที่สุด


การนำไปประยุกต์ใช้
·       สามารถนำความรู้ที่ได้ในสัปดาห์นี้ไปประยุกต์ในรายวิชาการศึกษาแบบเรียนรวมได้
·       นำไปใช้ในการเรียนการสอนและดูแลหรือส่งเสริมเด็กปกติและเด็กพิเศษได้อย่างถูกต้อง
·       ใสใจเด็กในทุกๆเรื่องที่เด็กสนใจหรือปฏิบัติ


การประเมิน

                ตนเอง  :  เข้าเรียนตรงต่อเวลา  แต่งกายสุภาพเรียบร้อยถูกระเบียบ มีการจดบันทึกในรายละเอียดที่สำคัญ และตอบคำถาม
                เพื่อน  :  เข้าเรียนตรงต่อเวลา  แต่งกายสุภาพเรียบร้อย  ตั้งใจฟังอาจารย์อธิบายในส่วนขอเนื้อหาที่สำคัญๆ และถามคำถามที่สงสัง และสามารถตอบคำถามได้อย่างถูกต้องได้
                อาจารย์  : อาจารย์ได้อธิบายเนื้อหาได้อย่างชัดเจนและบอกเทคนิคต่างๆในการดูแลเด็กปฐมวัยประเภทต่างๆได้อย่างเข้าใจ ทำให้บรรยากาศในห้องเรียนไม่เครียดจนเกินไป